เมื่อ “กลิ่น” คืออนาคตของ Wellness Economy ไทย
เผยแพร่เมื่อ 7 ชั่วโมงที่แล้ว
เมื่อ “กลิ่น” คืออนาคตของ Wellness Economy ไทย
สนทนากับ ชวนัสถ์ สินธุเขียว ประธานสมาพันธ์สมาคมสปาแอนด์เวลเนสไทย
และนักส่งออกสปาไทยสู่ตลาดโลก
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดเวลเนสไทยเติบโตอย่างน่าตื่นตา โดยข้อมูลจาก Global Wellness Institute ระบุว่า ระหว่างปี 2022 – 2024 ได้ขยายตัวกว่า 35% จาก 31.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สู่ 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และติดอันดับหนึ่งในตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดในกลุ่ม 25 ตลาดใหญ่ของโลก ตัวเลขเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่ธุรกิจสปาและการนวดแผนไทย ไปจนถึงสมุนไพร อาหารเพื่อสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และผลิตภัณฑ์ความงามจากธรรมชาติ ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่ไทยมีต้นทุนสะสมมาเนิ่นนาน
ในโลกที่ AI กำลังเข้ามาแทนที่งานหลายประเภท อุตสาหกรรมเวลเนสเป็นหนึ่งในธุรกิจไม่กี่ประเภทที่ผูกโยงกับมนุษย์อย่างไม่ต้องคิดนาน เมื่อคุณค่าของงานนี้ไม่ได้ผูกโยงอยู่กับความรวดเร็วหรือปริมาณ หากอยู่ในสัมผัส ประสบการณ์ ความละเมียดละไม และภูมิปัญญาที่สั่งสมมาหลายร้อยปี จนเกิดเป็นกลิ่นอายเฉพาะตัวที่ลอกเลียนได้ยาก
ในกรณีของคุณชวนัสถ์ สินธุเขียว ประธานสมาพันธ์สมาคมสปาแอนด์เวลเนสไทย และผู้บุกเบิกธุรกิจสปาสไตล์ล้านนาในเชียงใหม่ ซึ่งต่อมาขยายไปยังต่างประเทศ กลิ่นอายที่ว่าไม่ได้เกิดจากภาพจำสำเร็จรูปของความเป็นไทย หากค่อย ๆ เติบโตจากภาคเหนือ บ้านเกิดของเธอ ผ่านกลิ่นสมุนไพร พิธีกรรมการดูแลร่างกาย และปรัชญาล้านนาที่มองสุขภาพเป็นส่วนหนึ่งของการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ก่อนจะถูกถ่ายทอดเป็นภาษาของสปาไทยร่วมสมัยที่สื่อสารกับคนทั่วโลกได้ และปักหมุดที่ทางอย่างมั่นคงในเวทีเวลเนสสากล

เริ่มต้นจากการก่อตั้งอังสนาสปา
เราชวนเธอมาเล่าถึงเส้นทางเกือบ 30 ปีนั้น ตั้งแต่การหยิบทุนวัฒนธรรมภาคเหนือมาสร้างเป็นภาษาของเวลเนส การนำงานบริการไทยออกสู่ตลาดต่างประเทศ ไปจนถึงบทบาทประธานสมาพันธ์สมาคมสปาแอนด์เวลเนสไทย ที่กำลังผลักดันให้อุตสาหกรรมนี้เติบโตได้ในระดับสากล
เมื่อพูดถึงไทยเวลเนส หลายคนมักนึกถึงนวดไทย สมุนไพร หรือลูกประคบในฐานะภูมิปัญญาดั้งเดิม แต่ธุรกิจสปาที่คุณชวนัสถ์ริเริ่มเมื่อช่วงทศวรรษ 2000 กลับนำอัตลักษณ์ล้านนาเข้ามาผสมผสานอย่างชัดเจน จนเกิดเป็นสปาสไตล์ล้านนาที่แพร่หลายในปัจจุบัน อยากทราบว่าแรงบันดาลใจของแนวคิดนี้เริ่มต้นจากอะไรครับ
ย้อนกลับไปในตอนนั้น คำว่า “สปา” ถือเป็นเรื่องใหม่มาก ๆ ในเมืองเชียงใหม่จะมีแค่โฟร์ซีซั่นรีสอร์ท และมีสปาของผู้ประกอบการรายย่อยอีกหนึ่งเจ้า เราเองมีธุรกิจสนามกอล์ฟของครอบครัว ก็เลยคิดว่าน่าจะมีสปาในคลับเฮาส์ของเราด้วย จึงติดต่อไปที่แบรนด์สปาเจ้าใหญ่เจ้าหนึ่งในภูเก็ตมาเปิดสาขา นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่เราเข้าสู่วงการสปา ก็ทำกับแบรนด์นั้นจนหมดสัญญา จึงคิดว่าเราน่าจะทำแบรนด์สปาของเราเองในชื่อ “อังสนาสปา” และนำอัตลักษณ์ของท้องถิ่นอย่างล้านนาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์
สมัยนั้นยังไม่มีสปาสไตล์ล้านนาหรือครับ
ส่วนใหญ่ยังเป็นแนวโอเรียนทัลหรือเอเชียนมากกว่าค่ะ อาจมีการใช้สมุนไพรท้องถิ่นหรือตกแต่งบางส่วนบ้าง แต่อังสนาสปาเป็นหนึ่งในสปารุ่นแรก ๆ ที่หยิบศิลปะ สถาปัตยกรรม งานหัตถกรรม ดนตรี บรรยากาศ สมุนไพร วัตถุดิบ ไปจนถึงเครื่องแต่งกายของพนักงาน มาสร้างเป็นประสบการณ์แบบล้านนาอย่างจริงจัง เรามองว่าสิ่งเหล่านี้คือ “กลิ่น” ของล้านนา เป็นอัตลักษณ์ที่ผูกกับประวัติศาสตร์ เมือง และความรู้สึกที่ผู้มาใช้บริการจะได้รับ
อะไรคือกลิ่นของความเป็นล้านนา
ถ้าตอบแบบรูปธรรม มันคือกลิ่นของดอกไม้เมืองเหนือค่ะ ทั้งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของกาสะลองหรือดอกเอื้อง กลิ่นเย็นนุ่มของพุดซ้อนหรือมหาหงส์ รวมถึงกลิ่นสมุนไพร เครื่องเทศ ขมิ้น ตะไคร้ มะแขว่น และธรรมชาติของเมืองเหนือ แต่ถ้าตอบแบบนามธรรม มันคือกลิ่นที่ฟุ้งออกมาจากทุนทางวัฒนธรรมอันรุ่มรวยของล้านนา ซึ่งไม่ได้อยู่แค่ในอโรมา แต่อยู่ในอาหาร งานศิลปหัตถกรรม วิถีชีวิต ภาษา ความต๊ะต่อนยอน ความสงบ และความละเมียดละไมของคนเหนือ
เราไม่ได้อยากขายแค่กลิ่น แต่อยากขายเรื่องราวและประสบการณ์ค่ะ คนมาเชียงใหม่ไม่ได้จดจำเพียงกลิ่นใดกลิ่นหนึ่ง แต่จดจำองค์ประกอบทั้งหมด ตั้งแต่คำว่า “เจ้า” หรือความอ่อนหวานในภาษาพูด ความรู้สึกได้พักใจ ไปจนถึงความเป็นธรรมชาติรอบตัว สิ่งเหล่านี้รวมกันเป็นกลิ่นของล้านนา และเป็นประสบการณ์ที่ตลาดโลกกำลังมองหา
เข้าใจว่าหลังจากเปิดสบันงาสปาที่เชียงใหม่ได้ไม่นาน ก็มีนักลงทุนชวนไปเปิดในต่างประเทศ เป็นเพราะเสน่ห์ของล้านนาแบบที่คุณเล่ามาใช่ไหมครับ
ไม่เชิงค่ะ ถ้าคนต่างชาติมาเห็นครั้งแรก เขาอาจรู้สึกว่าความเป็นล้านนาดู exotic แต่เมื่อได้สัมผัสจริง ๆ เราคิดว่ามันคือประสบการณ์แห่งความละเมียดละไมมากกว่า ประเทศแรกที่เราไปเปิดคืออาเซอร์ไบจัน จากนั้นไปรัสเซีย และอีกหลายเมืองในจีน
ย้อนกลับไปช่วงต้นยุค 2000 ตอนนั้นความเป็นล้านนายังใหม่มาก ทั้งสำหรับเราและสำหรับต่างชาติ หลายคนอาจเคยเห็นภาพศิลปะ วัด หรือสถาปัตยกรรมแบบล้านนามาบ้าง แต่การได้เข้ามารับบริการสปาเป็นอีกประสบการณ์หนึ่งเลย โอกาสที่เราได้ไปเปิดในต่างประเทศ ส่วนใหญ่เริ่มจากนักธุรกิจของประเทศนั้น ๆ เข้ามาใช้บริการที่เชียงใหม่ แล้วได้รับประสบการณ์ที่ดีกลับไป จึงเกิดการชักชวนให้เราไปเปิดที่บ้านเขาค่ะ
การทำสปาไทยในบริบทที่คนยังไม่รู้จักประเทศไทยเรามากนัก ต้องปรับตัวอย่างไรบ้างครับ
ต้องปรับเยอะค่ะ ตอนนั้นบางคนที่นั่นอาจยังไม่รู้จักไทยแลนด์ด้วยซ้ำ แต่รู้จัก Bangkok เพราะฉะนั้นเราจะเอาความเป็นไทยไปวางทั้งหมดโดยไม่ดูบริบทไม่ได้ เราต้องเข้าใจว่าลูกค้าของเขาคุ้นเคยกับอะไร ต้องการอะไร และมีมาตรฐานแบบไหน
เราเริ่มต้นที่เมืองบากู ประเทศอาเซอร์ไบจัน ตอนนั้นเราทำเป็น private club ไม่ใช่สปาแบบ walk-in คนจะเข้ามาต้องผ่านระบบสมาชิก จริง ๆ เราจึงต้องผสมทั้งผลิตภัณฑ์ไทยและผลิตภัณฑ์ระดับสากลที่เขาคุ้นเคย เช่น สกินแคร์จากยุโรปบางแบรนด์ เพื่อทำให้เขารู้สึกมั่นใจ ขณะเดียวกันก็ยังมีมุมของไทย มีเมนูไทย มีการบริการแบบไทย และมีจิตวิญญาณของล้านนาอยู่ในนั้น
เรามีห้องทรีตเมนต์ 14 ห้อง โดย 12 ห้องออกแบบจากคอนเซ็ปต์ 12 นักษัตร เชื่อมกับธาตุและเรื่องเล่าแบบล้านนา อีก 2 ห้องเป็นห้องสุโขทัยกับอยุธยา แม้แต่ปีนักษัตรก็ต้องปรับ เพราะในบริบทของประเทศมุสลิม ปีหมูไม่เหมาะ เราก็ไปศึกษาตามศาสตร์ล้านนาที่ใช้ช้างแทนหมู นี่คือรายละเอียดที่ต้องคิดให้รอบ เช่นเดียวกับการศึกษาพฤติกรรมลูกค้า วัฒนธรรม และบริบทอื่น ๆ ของประเทศที่เราไป และปรับให้ความเป็นไทยมันสอดรับกับวิถีของลูกค้ากลุ่มต่าง ๆ
จากการที่คุณมีส่วนบุกเบิกอัตลักษณ์สปาล้านนาและพาสปาไทยไปสู่ต่างประเทศ อยากรู้ว่าตอนนี้เวลเนสไทยอยู่ตรงไหนในสายตาโลก
เวลเนสไทยเติบโตเร็วมากค่ะ เมื่อก่อนคนต่างชาติอาจรู้จักเราผ่านนวดไทย นวดประคบ หรือสมุนไพรเป็นหลัก แต่วันนี้ภาพของเวลเนสไทยไปไกลกว่านั้นแล้ว เรามีจุดแข็งเรื่องความเป็น authentic wellness หรือประสบการณ์สุขภาพที่มีรากมาจากวัฒนธรรมจริง ๆ มีทั้งเรื่องราว อัตลักษณ์ การบริการ ผลิตภัณฑ์ เครื่องหอม สมุนไพร และน้ำมันนวดที่พัฒนาไปสู่มาตรฐานสากลได้
อย่างไรก็ดี การพาสปาไทยหรือภาพลักษณ์ของไทยเวลเนสออกไปต่างประเทศไม่ใช่เรื่องที่น่าห่วงมากนัก สิ่งที่ควรให้ความสำคัญกว่าคือการกลับมามองว่า เราจะนำกลิ่นอายเฉพาะตัวของไทยและท้องถิ่นต่าง ๆ มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้ธุรกิจในประเทศได้อย่างไร ทั้งในสปา โรงแรม การท่องเที่ยว ผลิตภัณฑ์ชุมชน และเศรษฐกิจฐานรากค่ะ
ในเมื่อโลกกำลังมองหาเวลเนสที่มีรากจากวัฒนธรรม แล้วประเทศไทยจะสร้างมูลค่าเพิ่มจากต้นทุนเหล่านี้ได้อย่างไร ควรผลักดันเรื่องใดเป็นพิเศษครับ
ข้อแรก เราไม่ควรแข่งขันกันด้วยการผลิตสินค้าอย่างเดียว หรือมองคำว่าเวลเนสเท่ากับความหรูหราอย่างเดียว แต่อยากให้ขยับไปสู่ Cultural Wellness Luxury คือความหรูหราที่มีเรื่องราว วัฒนธรรม และจิตวิญญาณของท้องถิ่นอยู่ข้างใน โดยเฉพาะเชียงใหม่ เรามีทั้งสมุนไพร อาหาร ศิลปะ หัตถกรรม วิถีล้านนา และสปา สิ่งเหล่านี้สามารถร้อยเรียงเป็นประสบการณ์เดียวกันได้ ตั้งแต่กลิ่น ผลิตภัณฑ์ การบริการ ไปจนถึงเส้นทางการท่องเที่ยว
หลายครั้งเราเน้นแค่การผลิตสินค้า ทำสบู่ ทำน้ำมัน หรือผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกัน แต่ลืมสร้างเรื่องเล่า (storytelling) และประสบการณ์ให้ลูกค้า ทั้งที่เรื่องราวคือสิ่งที่ทำให้คนรู้สึกเชื่อมโยงกับแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพ ความยั่งยืน วัฒนธรรม หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น สิ่งเหล่านี้คือความเชื่อมโยงทางอารมณ์และสุนทรียะ ที่ทำให้สินค้าไม่ได้เป็นแค่สินค้า แต่กลายเป็นประสบการณ์ทางวัฒนธรรม

ข้อต่อมา เราต้องวางห่วงโซ่คุณค่า (value chain) ให้ดี เพื่อให้ธุรกิจเวลเนสไม่จบอยู่แค่ผู้ประกอบการสปาหรือโรงแรม แต่เชื่อมกลับไปถึงเกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพร ดอกไม้ และเครื่องเทศ รวมถึงกลุ่มหัตถกรรม งานบรรจุภัณฑ์ งานออกแบบ และชุมชนที่ทำการท่องเที่ยว สิ่งสำคัญคือทำให้ต้นทุนท้องถิ่นกลายเป็นคุณค่าและมูลค่า ไม่ใช่ให้ชาวบ้านขายวัตถุดิบราคาถูกเพียงอย่างเดียว แต่ช่วยกันต่อยอดให้เกิดรายได้หลายระดับ ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การออกแบบ ไปจนถึงการท่องเที่ยวชุมชน
ต่อให้เป็นงานเวลเนส แต่งานออกแบบก็ยังเป็นเรื่องสำคัญ?
สำคัญมากค่ะ เรายังต้องการคนช่วยตีความและพัฒนาให้ไปได้ไกลขึ้น ถ้ามีดีไซเนอร์ นักพัฒนา หรือครีเอเตอร์เข้ามามองจากมุมใหม่ ก็จะช่วยแปรรูปสมุนไพร ดอกไม้ เครื่องเทศ หรือผลผลิตท้องถิ่น ให้กลายเป็นสินค้า บริการ หรือประสบการณ์ที่ร่วมสมัยขึ้นได้
เพราะอย่าลืมว่าทุกวันนี้ผู้บริโภคไม่ได้เสพแค่ตัวสินค้า แต่เสพประสบการณ์จากการใช้งานและการนำเสนอด้วย เช่น กลิ่นสมุนไพรอาจไม่ได้อยู่แค่ในน้ำมันหอม แต่อาจถูกพัฒนาเป็นสเปรย์ เครื่องดื่ม บรรจุภัณฑ์ หรือองค์ประกอบเล็ก ๆ ในการบริการ สิ่งเหล่านี้ทำให้วัตถุดิบท้องถิ่นมีชีวิตร่วมสมัยขึ้น และเพิ่มมูลค่าได้ไกลกว่าการขายวัตถุดิบแบบเดิม
ในอีก 3–5 ปีข้างหน้า คุณมองว่าโอกาสของอุตสาหกรรมเวลเนสจะไปทางไหน
เรามองว่าทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับเวลเนสมากขึ้นอย่างชัดเจนค่ะ เพราะไม่ว่าสถานการณ์โลกหรือเศรษฐกิจจะผันผวนแค่ไหน ทุกคนก็ยังอยากมีสุขภาพที่ดี ไม่อยากเจ็บป่วย ไม่อยากเป็นภาระของครอบครัว และอยากมีแรงทำงานหรือทำสิ่งที่ตัวเองรักต่อไป
เทรนด์สำคัญที่จะมาแรงคือสุขภาวะทางอารมณ์ (emotional wellness), การนอนหลับอย่างมีคุณภาพ (sleep wellness) และการฟื้นตัวจากความเครียด (stress recovery) เพราะทุกวันนี้คนทุกระดับเผชิญความเครียดเหมือนกันหมด อีกเรื่องที่ขาดไม่ได้คือความยั่งยืน เพราะผู้บริโภคต้องการสินค้าและบริการที่ดีต่อสุขภาพ ดีต่อใจ และดีต่อโลกมากขึ้น ซึ่งกลิ่น สมุนไพร และประสบการณ์แบบไทยสามารถตอบโจทย์นี้ได้ดีมาก
อะไรทำให้ช่วงหลังคำว่าเวลเนสถูกพูดถึงมากขึ้น ทั้งที่คนก็สนใจสุขภาพกันมานานแล้วครับ
เพราะเวลเนสเริ่มถูกมองเป็นเรื่องยุทธศาสตร์ระดับชาติมากขึ้นค่ะ ไม่ใช่แค่ธุรกิจสปาหรือการท่องเที่ยว แต่เป็นระบบเศรษฐกิจสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของผู้คน ตั้งแต่การกิน การนอน การผ่อนคลาย การนวด สมุนไพร ไปจนถึงการดูแลตัวเองก่อนป่วย
หลายพื้นที่เริ่มขยับเรื่องนี้จริงจังแล้ว เช่น เชียงใหม่ที่มีการตั้งคณะทำงานด้านเวลเนส หรือขอนแก่นที่ภาครัฐ มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลเดินหน้าเร็วมาก เพื่อพัฒนาเมืองให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพของภูมิภาค ดึงคนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามารักษาและใช้บริการด้านสุขภาพ ขณะเดียวกัน แต่ละภูมิภาคก็สามารถใช้อัตลักษณ์ของตัวเองมาต่อยอดได้ ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพร ดอกไม้ เครื่องเทศ หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น เพราะเวลเนสไทยไม่จำเป็นต้องมีหน้าเดียว แต่เติบโตได้จากต้นทุนของแต่ละพื้นที่
ในฐานะสมาพันธ์สมาคมสปาแอนด์เวลเนสไทย คุณพยายามผลักดันเรื่องนี้อย่างไรบ้างครับ
สิ่งหนึ่งที่เราอยากเห็นคือการทำให้เวลเนสเข้าไปอยู่ในระบบสวัสดิการพื้นฐานมากขึ้น เช่น สวัสดิการแห่งรัฐหรือประกันสังคม อาจให้สิทธิคนไทยเข้ารับบริการนวดไทยในร้านนวดหรือสปาที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข เดือนละครั้งหรือสองครั้ง คล้ายกับสิทธิทำฟัน เพราะการนวดไทยหรือทรีทเมนต์อื่น ๆ ไม่ใช่แค่ความสบาย แต่อาจช่วยลดการใช้ยาแก้ปวดหรือยาแก้อักเสบในระยะยาว ซึ่งดีต่อสุขภาพของประชาชน และดีต่องบประมาณด้านสาธารณสุขของประเทศด้วย
ถ้าจะทำให้เวลเนสไทยเติบโตเป็นระบบนิเวศจริง ๆ ต้องเชื่อมใครบ้างครับ
เราต้องเชื่อมทั้งห่วงโซ่ค่ะ ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพร ดอกไม้ และเครื่องเทศ นักวิจัย ผู้ประกอบการ นักออกแบบผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงสปา โรงแรม ร้านอาหาร การท่องเที่ยว และภาครัฐ ถ้าทุกฝ่ายทำงานร่วมกันได้ เวลเนสจะไม่ใช่แค่ธุรกิจปลายทาง แต่กลายเป็นห่วงโซ่คุณค่าที่สร้างรายได้กลับไปถึงฐานการผลิตและชุมชน
สิ่งสำคัญคือการบูรณาการค่ะ ภาครัฐ การศึกษา การท่องเที่ยว และผู้ประกอบการต้องจับมือกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ เพราะถ้าเราจัดระบบดี ต้นทุนท้องถิ่นที่มีอยู่แล้วจะถูกยกระดับเป็นสินค้า บริการ ประสบการณ์ และเศรษฐกิจสุขภาพที่ตอบโจทย์ทั้งตลาดโลกและยุทธศาสตร์ของประเทศได้จริง
นอกจากการเชื่อมห่วงโซ่คุณค่าแล้ว บุคลากรแบบไหนที่อุตสาหกรรมเวลเนสไทยยังต้องการครับ
เราคิดว่าสิ่งที่เรายังต้องการมากคือ “นวัตกร” ค่ะ โดยเฉพาะคนที่เข้าใจทั้งวัตถุดิบท้องถิ่น วิทยาศาสตร์ การแปรรูป และการออกแบบประสบการณ์ เพราะทุกวันนี้เรามีต้นทุนอยู่แล้ว ทั้งสมุนไพร ดอกไม้ เครื่องเทศ อาหาร งานหัตถกรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ยังต้องการคนรุ่นใหม่เข้ามาช่วยพัฒนาให้ไปไกลขึ้น

อย่างถ้าเราจะพูดถึงกลิ่นอัตลักษณ์ล้านนา เราต้องกลับไปดูตั้งแต่ต้นทางเลยว่า วัตถุดิบที่เรามี เช่น สมุนไพรหรือดอกไม้พื้นถิ่น มีเพียงพอไหม ปลูกได้คุณภาพไหม แปรรูปได้ดีแค่ไหน แล้วจะพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการแบบไหนได้บ้าง ตรงนี้ต้องการทั้งนักพัฒนา ช่างเทคนิค นักออกแบบ ครีเอเตอร์ และคนที่เข้าใจเรื่องมาตรฐานการผลิต
แปลว่าโอกาสของคนรุ่นใหม่ในตลาดเวลเนสยังมีอีกมาก
แน่นอนค่ะ งานนวดหรืองานบริการเป็นฐานที่เรามีอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ต้องการเพิ่มคือคนรุ่นใหม่ที่มาช่วยสร้างนวัตกรรมกับท้องถิ่น เช่น การนำสมุนไพร ดอกไม้ หรือเครื่องเทศ ไปเชื่อมกับเครื่องสำอาง ไบโอเทค ผลิตภัณฑ์สุขภาพ เครื่องหอม อาหาร เครื่องดื่ม หรือประสบการณ์การท่องเที่ยว
บ้านเรามีวัตถุดิบดีมาก แต่ถ้าไม่มีคนช่วยพัฒนา ชาวบ้านก็อาจยังขายผลผลิตเป็นกิโลในราคาถูกเหมือนเดิม สิ่งที่อยากเห็นคือการสร้างคนที่เข้าใจคุณภาพ มาตรฐาน อัตลักษณ์ และการเพิ่มมูลค่า เพื่อทำให้ต้นทุนท้องถิ่นกลายเป็นสินค้า บริการ หรือประสบการณ์ที่สร้างรายได้กลับไปถึงชุมชนได้จริง
แล้วระบบการศึกษาควรเข้ามาช่วยเรื่องนี้อย่างไรครับ
สถาบันการศึกษาสำคัญมากค่ะ เพราะการพัฒนาเวลเนสต้องใช้ความรู้หลายด้าน ทั้งอาหาร สมุนไพร วิทยาศาสตร์สุขภาพ การออกแบบ การท่องเที่ยว ธุรกิจ และการตลาด ทุกฝ่ายควรได้มานั่งคุยและทำงานร่วมกันมากขึ้น ไม่ใช่ต่างคณะต่างทำ ต่างหน่วยงานต่างเดิน แล้วสุดท้ายความรู้ไม่เชื่อมถึงผู้ประกอบการหรือชุมชน
อีกอย่างคือการเรียนรู้ไม่ควรจำกัดอยู่แค่เด็กปี 1 ถึงปี 4 เท่านั้น แต่ควรเปิดเป็นคอร์สเรียนรู้ระยะสั้น, เส้นทางอาชีพ หรือหลักสูตรการเรียนรู้ตลอดชีวิต ให้คนทุกวัยเข้ามาเรียนรู้และพัฒนาทักษะได้ เพราะอุตสาหกรรมนี้เปลี่ยนเร็วมาก ถ้าเรามีบุคลากรที่เข้าใจทั้งท้องถิ่น นวัตกรรม และมาตรฐานสากล เวลเนสไทยก็จะไปได้ไกลกว่าการขายวัตถุดิบหรือบริการแบบเดิม


