เทศกาลงานออกแบบจะขับเคลื่อนเมืองได้อย่างไร? คุยกับกรรมการ CMDW2026
เผยแพร่เมื่อ 2 ชั่วโมงที่แล้ว
เทศกาลงานออกแบบจะขับเคลื่อนเมืองได้อย่างไร?
คุยกับกรรมการ CMDW 2026 ว่าด้วยย่านสร้างสรรค์และการพัฒนาเมือง
นอกจากผลงานออกแบบและความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ที่จัดแสดง “พื้นที่” และ “เครือข่ายพัฒนาพื้นที่” คืออีกสองปัจจัยสำคัญที่ทำให้เทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ในแต่ละปีมีความหมายมากกว่าแค่งานแสดงผลงาน
ด้วยเหตุนี้ การคัดเลือกย่านสร้างสรรค์และเครือข่ายขับเคลื่อนกิจกรรมในพื้นที่จึงเป็นอีกสิ่งที่ CEA สำนักภาคเหนือให้น้ำหนักไม่แพ้กัน เพราะไม่เพียงการมีพื้นที่จัดแสดง แต่ยังหมายรวมถึงการสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้พื้นที่สาธารณะหรือพื้นที่การค้าที่เคยถูกมองข้าม ดังจะเห็นได้จากที่เทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ มีส่วนในการจุดประกายย่านและพื้นที่เชิงพาณิชย์ใหม่ ๆ ให้กับเมืองตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ล่าสุดเรามีโอกาสพูดคุยกับคณะกรรมการคัดเลือกผลงานสำหรับจัดแสดงในเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ 2569 ประเภทการพัฒนาเมืองและเครือข่าย (Creative Communities and Networks) ซึ่งประกอบด้วยนักวิชาการด้านการพัฒนาเมือง อาจารย์และนักวิจัยด้านการออกแบบและวางผังชุมชน และนักธุรกิจผู้ริเริ่มบริษัทพัฒนาเมือง มาฟังกันว่าก่อนที่ปีนี้จะมีย่านใหม่ ๆ หรือกิจกรรมน่าสนใจให้เราได้เห็น คณะกรรมการมองเห็นหรือคาดหวังอะไรจากงานครั้งนี้บ้าง?

รศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ เป็นนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่พูดและเขียนเรื่อง “เมือง” มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ทั้งในแง่การเมืองท้องถิ่น ความเหลื่อมล้ำ ที่อยู่อาศัย และคุณภาพชีวิตของคนเมือง จนเป็นหนึ่งในเสียงที่ถูกอ้างอิงบ่อยที่สุดเวลาสังคมพูดถึงอนาคตของหลายเมืองใหญ่ในบ้านเรา แม้จะเคยเป็นกรรมการให้ CEA ในหลายเวทีมาก่อน ทั้งเรื่องการพัฒนาศูนย์และโครงสร้างพื้นฐานด้านสร้างสรรค์ หากนี่เป็นครั้งแรกที่เขาเข้ามาเป็นกรรมการเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่โดยตรง และนี่คือมุมมองของอาจารย์พิชญ์ต่อการออกแบบในฐานะเครื่องมือพัฒนาเมืองเชียงใหม่
“ในอดีต เวลาพูดถึงย่านสร้างสรรค์ เรามักนึกถึงการนำอาคารเก่าหรือย่านเก่ามาปรับเปลี่ยน แต่ทุกวันนี้ผมเห็นแนวโน้มที่กว้างและลึกขึ้นจากการที่เหล่านักสร้างสรรค์ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงสิ่งเก่าเสมอไป แต่อาจเป็นการกลับไปทำความเข้าใจว่าสิ่งที่เคยเกิดขึ้น สิ่งที่หายไป หรือความทรงจำของพื้นที่นั้นมีความหมายอย่างไร รวมถึงการทำให้ผู้คนเข้ามามีส่วนร่วมกับย่านหรือพื้นที่ต่าง ๆ มากขึ้น ซึ่งสิ่งหลังคือเรื่องสำคัญ
เชียงใหม่คือเมืองที่มีต้นทุนด้านศิลปวัฒนธรรมทั้งเก่าและใหม่ และความคิดสร้างสรรค์ดีอยู่แล้ว แต่ความท้าทายของเมืองนี้คือผู้คนในเมืองจะอยู่ได้ด้วยความสร้างสรรค์แบบที่เกิดขึ้นจริงแค่ไหน เพราะเชียงใหม่อาจเป็นเมืองที่ ‘ผลิตได้น้อยกว่าใช้’ และก็ไม่ได้มีธุรกิจที่รองรับคนทำงานในด้านนี้ได้อย่างครอบคลุม ซึ่งถ้าคุณไม่ใช่คนท้องถิ่นจริง ๆ ที่มีบ้าน หรือมีฐานบางอย่างอยู่แล้ว เหล่านักสร้างสรรค์ที่ไม่ได้มีต้นทุนด้านเศรษฐกิจสักเท่าไหร่จะสามารถอยู่ในเมืองนี้ได้อย่างไร
สำหรับผมเมืองสร้างสรรค์ไม่ได้หมายถึงแค่มีร้านสวย มีงานคราฟต์ มีพื้นที่หรือมีกิจกรรมสร้างสรรค์เกิดขึ้นบ่อย ๆ แต่ต้องทำให้คนทำงานสร้างสรรค์และคนทำงานทั่วไปอื่น ๆ สามารถมีชีวิตอยู่ได้

นี่คือโจทย์ที่ผมกำลังมองหาจากข้อเสนอในเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ครั้งนี้ ในฐานะที่เป็นกรรมการคัดเลือกผลงาน ผมพบว่าหลายโครงการมีข้อเสนอที่น่าสนใจ แต่ก็อาจยังไม่แตะถึงโครงสร้าง หรือตั้งคำถามถึงความยั่งยืนทางเศรษฐกิจของผู้คนในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในเมืองนี้ หรือในภาคเหนือสักเท่าไหร่ ซึ่งสิ่งนี้คือประเด็นที่เทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ควรมุ่งเน้น ขณะเดียวกัน มันจำเป็นต้องสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อช่วยกันผลักดันให้โครงการเหล่านี้ได้ไปต่อ ให้มันมีส่วนในการตอบคำถามใหญ่ ๆ ถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในเมือง หรือการทำย่านสร้างสรรค์ให้มีความยั่งยืนทางเศรษฐกิจได้”
สำหรับ ผศ.ดร.สิงหนาท แสงสีหนาท อาจารย์ด้านการออกแบบและวางผังชุมชนเมือง เทศกาลงานออกแบบหาใช่แค่เวทีนำเสนองานสร้างสรรค์หรือนวัตกรรมใหม่ ๆ ประจำปี แต่เป็นพื้นที่ที่ทำให้ผู้เข้าร่วมมองเห็นถึงพัฒนาการของเมือง รวมไปถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในมิติต่าง ๆ เขามองว่าเพราะการออกแบบคือการแก้ปัญหา และเมื่อปัญหาเหล่านี้ถูกมองเห็น นั่นหมายความถึงโอกาสในการประสานความร่วมมือเพื่อแก้ไข และนี่คือสิ่งที่เขาคาดหวังจะเห็นในเทศกาลปีนี้

“ความน่าสนใจของเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกในไทยก่อนจะมีเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ ด้วยซ้ำ คือพัฒนาการของมันตลอด 12 ปีที่ผ่านมา จากแรกเริ่มที่มุ่งเน้นเรื่องการยกระดับงานคราฟต์และการเชิดชูต้นทุนทางวัฒนธรรมท้องถิ่น สู่การเข้ามามีบทบาทในการใช้งานออกแบบแก้ปัญหาของเมือง และล่าสุดที่เห็นได้ชัดคือพยายามผลักดันความเป็นท้องถิ่น (local) ให้เชื่อมโยงกับความเป็นสากล (global) ดังแนวคิดหลักของเทศกาลในปีนี้
อย่างไรก็ดีการเชื่อมโยงกับความเป็นสากลในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงแค่การดึงเครือข่ายนักสร้างสรรค์นานาชาติมาจัดแสดง แต่สิ่งสำคัญกว่าคือการถอดบทเรียนว่าสินทรัพย์ที่เรามีในท้องถิ่นสามารถพัฒนาไปสู่สิ่งที่คนอื่นเรียนรู้ได้อย่างไร หรือตอบโจทย์ปัญหาระดับโลกอย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (climate change) หรือประเด็นด้านความยั่งยืน (sustainability) ได้อย่างไรโดยวิธีคิดหรือต้นทุนจากท้องถิ่น

สำหรับผม เทศกาลงานออกแบบมีส่วนช่วยแก้ปัญหาเมืองทั้งในมิติของความเหลื่อมล้ำหรือโอกาสอยู่รอดของคนทำงานสร้างสรรค์ได้ เพราะมันคือเวทีทดลองความคิดที่เปิดให้ทุกฝ่ายเข้ามาร่วมถกเถียง อย่าลืมว่าการแก้ปัญหาเมืองไม่ได้แก้ได้ด้วยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องทำงานร่วมกันในทุกฝ่าย การมีพื้นที่กลางที่นำปัญหามากางให้ทุกฝ่ายดูด้วยกัน จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการทดลองเพื่อแก้ปัญหา ถ้าทดลองแล้วไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร เราก็ได้บทเรียนนำไปพัฒนาแนวทางใหม่ ๆ ต่อไป
เช่นนั้นแล้ว หัวใจของเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่สำหรับผม อาจไม่ใช่การมีพาวิลเลียนหรือมีโชว์เคสสวย ๆ เก๋ ๆ มีอีเวนต์สนุก ๆ หรืออื่นๆ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ว่าไม่จำเป็น แต่แก่นสารที่มากกว่านั้นคือ ข้อเสนอเหล่านี้จะถูกหยิบไปต่อยอดหรือแก้ปัญหาจริงได้แค่ไหนหลังงานจบลง”
สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย คือผู้ก่อตั้งบริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง จำกัด (Khon Kaen Think Tank) หนึ่งในบริษัทพัฒนาเมืองเอกชนแห่งแรก ๆ ของไทย ที่ผลักดันขอนแก่นให้กลายเป็นต้นแบบการใช้กลไกเอกชนขับเคลื่อนเมือง ทั้งด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ระบบขนส่งสาธารณะอย่างโครงการรถไฟฟ้ารางเบา (LRT) และการทำงานร่วมกับภาครัฐในระดับนโยบาย ปีนี้เขาข้ามมาเป็นกรรมการคัดเลือกโครงการประเภทย่านสร้างสรรค์ให้เชียงใหม่เป็นครั้งแรก พร้อมสายตาที่มองเทศกาลฯ ผ่านเลนส์ของนักพัฒนาที่คาดหวังจะเห็นผลกระทบเชิงบวกกับเมืองได้จริง

“ธงที่ผมตั้งไว้สำหรับการพิจารณาโครงการในเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่โจทย์ของกิจกรรมกับพื้นที่ แต่พยายามมองหาว่าโครงการที่นำเสนอเหล่านี้จะสร้างประโยชน์อะไรให้กับเมืองในระยะยาว รวมถึงจะทำอย่างไรให้โครงการเหล่านี้ยั่งยืนอยู่ได้ในเชิงธุรกิจ
มีโครงการหนึ่งที่น่าสนใจมาก คือข้อเสนอในการใช้กระบวนการออกแบบมาฟื้นฟูพื้นที่รกร้างในเมืองให้กลับมามีชีวิต ซึ่งไม่เพียงสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับย่านและผู้คน แต่ยังช่วยเสริมภูมิทัศน์โดยรวมของเมืองได้
แต่อย่างที่บอกว่าประเด็นสำคัญคือ เราควรต้องมองเรื่องเศรษฐศาสตร์ไปพร้อมกัน ถ้าคุณจะฟื้นฟูพื้นที่รกร้างนั้นเป็นร้านกาแฟ ก็ต้องคิดว่าจะขายใคร ขายอย่างไร หรือวันหนึ่งจะขายได้กี่แก้ว หรือถ้าเป็นพื้นที่ศิลปะก็ต้องคิดถึงเรื่องรายได้ เป็นต้น ผมไม่อยากเห็นความสวยงามของมันแค่ตอนเปิดตัว แต่อยากเห็นโมเดลธุรกิจที่จะทำให้การฟื้นฟูพื้นที่ต่าง ๆ นั้นยั่งยืน

ผมเห็นว่าถ้าโครงการมีโมเดลธุรกิจรองรับ และ CEA สำนักภาคเหนือสามารถเชื่อมโยงกับเทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้ เทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่จะกลายเป็นเวทีที่ดีในการส่งข้อเสนอด้านการพัฒนาเมืองให้รัฐหยิบไปทำต่อได้จริง เวลามี ครม.สัญจร หรือมีงบพัฒนาเมืองลงมา ถ้ามีข้อเสนอชัดเจนรออยู่แล้วก็เสนอของบประมาณได้ทันที แต่ทั้งหมดนี้ คุณจำเป็นต้องมีข้อมูลเมือง (city data) ที่พร้อมต่อการพิจารณาถึงความคุ้มค่าหรือเหมาะสมของโครงการด้วย เช่นนั้นแล้ว การเชื่อมโยงนักสร้างสรรค์เข้ากับย่าน เครือข่ายชุมชน และหน่วยงานรัฐจึงอาจยังไม่พอ ต้องเชื่อมไปถึงงานวิจัยและสถาบันการศึกษาด้วย เพื่อให้ความคิดใหม่ ๆ ไปได้ไกลกว่าแค่ไอเดียบนเวที
ที่ผ่านมาเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ทำหน้าที่เป็นเวทีของข้อเสนอใหม่ ๆ ได้ดีแล้ว แต่ก้าวต่อไปที่ผมอยากเห็นคือการทำให้ทุกฝ่าย ทั้งนักสร้างสรรค์ ภาครัฐ และภาคการศึกษา เปิดใจมาคุยกันตั้งแต่ต้นทาง เพื่อไม่ให้ไอเดียเป็นแค่ผลงานสวย ๆ ที่จบแค่ในงาน แต่ทำให้มันเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการพัฒนาเมืองได้จริง”
หมายเหตุ: กรรมการคัดเลือกผลงานประเภทการพัฒนาเมืองและเครือข่าย (Creative Communities and Networks) สำหรับเทศกาลงานออกแบบเชียงใหม่ 2569 ปีนี้ ประกอบด้วย
- กานต์ชนก ประกาศวุฒิสาร รองนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่
- รศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- ผศ.ดร.สิงหนาท แสงสีหนาท อาจารย์ประจำภาควิชาการออกแบบและวางผังชุมชนเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
- สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ช.ทวี จำกัด (มหาชน) และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง จำกัด
- น้ำฝน ยุรยาตร์สัมพันธ์ นักพัฒนากลยุทธ์พื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์อาวุโส CEA สำนักภาคเหนือ
#ChiangMaiDesignWeek #CMDW2026 #LocalThundersGlobalTransformation

